หลังจากที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ไม่ได้เดินทางไปชี้แจงต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 3 ก.ค. กรณีที่ส.ว.และส.ส.ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิ.ย.2551 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสองหรือไม่ ดังนั้นศาลจึงได้เรียกให้นายนพดลไปชี้แจงในวันที่ 4 ก.ค. เวลา 10.00 น. นั้น
นพดล นำคณะเข้าชี้แจงศาล รธน.
ที่ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ก.ค. นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และคณะ ประกอบด้วยนายนรชิต สิงหเสนี รักษาการปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายเชิดชู รักตะบุตร อัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส นายอรรณพ บุราณเศรษฐ ผู้อำนวยการกองสนธิสัญญา นายธัชชยุติ ภักดี ผู้อำนวยการกองเขตแดน และ พ.อ.ปรัชญา นครเก่า ผู้แทนเจ้ากรมแผนที่ทหาร เดินทางเข้าชี้แจงต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังการชี้แจง นายนพดลให้สัมภาษณ์ว่า ได้เล่าความเป็นมาของเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลโลกและการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร รวมถึงเจตนาของกระทรวงต่างประเทศที่ไม่ต้องการผูกนิติสัมพันธ์ในเอกสารต่างๆที่เซ็นไป โดยในบ่ายวันเดียวกันนี้ ตนจะส่งเอกสารเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากบางเรื่องมีความสลับซับซ้อน
ยันกระทรวงฯ รักษาผลประโยชน์ชาติ
เมื่อถามว่ายังยืนยันในจุดยืนเดิมที่เคยแถลงไว้หรือไม่ นายนพดลตอบว่า ยืนยันว่ากระทรวงต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของชาติมาอย่างต่อเนื่อง ได้เรียนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปว่าสิ่งที่เราทำ นึกถึงแต่ประเทศชาติ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆทั้งสิ้น และยืนยันว่าการเดินทางไปประเทศแคนาดา เพื่อจะไปขอเลื่อนการเจรจาที่กัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนออกไปก่อน โดยตนจะไปบอกยูเนสโกว่า ไม่สามารถสนับสนุนกัมพูชาได้ตามเนื้อหาในคำแถลงการณ์ร่วม เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครอง หลังจากที่ตุลาการฯได้ฟังคำชี้แจงของตนแล้วเชื่อว่าตุลาการฯจะเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่เคยมีเจตนาที่จะสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างกันหรือหนังสือสัญญา แต่ที่ทำไปเป็นเพียงแค่แถลงการณ์ร่วมกัน ที่พูดถึงกรอบความร่วมมือ และการเจรจาเรื่องนี้ไม่ต้องการทำให้เป็นหนังสือสัญญา การลงนามครั้งนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อเขตแดนไทย ไม่เสีย ขณะที่กัมพูชาก็ไม่ได้ กัมพูชาก็ไม่เสีย ไทยก็ไม่ได้ เขตแดนจะเป็นเหมือนเดิม ไม่เข้าองค์ประกอบตามรัฐธรรมนูญ การเซ็นสัญญาครั้งนี้ไม่เข้าข่ายทั้งสองประเด็นแน่
ชี้ สุรยุทธ์ เคยตกลงกับกัมพูชามาก่อน
รมว.ต่างประเทศกล่าวอีกว่า รู้สึกเป็นห่วงการพิจารณาของยูเนสโกที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดาว่า จะเลื่อนการพิจารณาหัวข้อนี้ออกไปได้หรือไม่ เนื่องจากในสมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เคยไปตกลงกับทางกัมพูชาไว้ ในมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในสมัยประชุมครั้งที่ 31 ที่เมืองไครซ์เชิร์ท ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-2 ก.ค.2550 ว่า ประเทศไทยสนับสนุนอย่างแข็งขัน ต่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของประเทศกัมพูชาในการประชุมครั้งที่ 32 ดังนั้น จึงเกรงว่าแม้ว่าตนจะไปขอถอนแถลงการณ์ร่วม และห้ามใช้ประโยชน์จากแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว แต่การที่ประเทศไทยเคยไปสนับสนุนในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ข้อเท็จจริงคือการที่ประเทศไทยได้มีการสนับสนุนเขาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ต่อข้อถามว่ากำลังจะบอกว่าเหตุที่ท่านไปลงนามข้อตกลงกับกัมพูชา ครั้งล่าสุดเพราะต้องปฏิบัติตามที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ นายนพดลตอบว่า ตนอยากขอความเป็นธรรมด้วย เพราะการสนับสนุนมันเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ไปลงนามกันในประเทศนิวซีแลนด์แล้ว บ้านเมืองนี้ใครจะอยู่ ใครจะไปไม่สำคัญ แต่ความถูกต้องและความชัดเจนต้องมี กระทรวงการต่างประเทศต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้
บอกอยากทำให้ถูกใจไทยทุกคน
เมื่อถามว่า เหตุใดต้องเดินทางไปขอเลื่อนการพิจารณา ทั้งที่ประเทศไทยได้ระงับการลงนามในแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ไปแล้ว นายนพดลตอบว่า หากเดินทางไปร่วมประชุมแล้วนั่งเฉยๆ ขอถามว่า จะถูกด่าหรือไม่ เขาก็ต้องด่าว่า รมว.ต่างประเทศงอมืองอเท้าไม่ยอมขอเลื่อนอีก ที่ผ่านมาไทยเคยพยายามขอขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชาแล้ว แต่ได้ รับการปฏิเสธ มาครั้งนี้เราขอให้ยูเนสโกเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนเพราะไทยต้องการขอขึ้นทะเบียนร่วมอีกครั้ง อยากจะทำให้ถูกใจคนไทยทุกคน และหวังว่าในอนาคตจะได้ขึ้นทะเบียนร่วมกัน ต่อข้อถามว่าที่ผ่านมาทำไมไม่ยืนยันกรณีที่อ้างว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยไปตกลงกับกัมพูชาไว้แล้ว นายนพดลกล่าวว่า เคยชี้แจงแล้ว แต่สังคมบางส่วนไม่ฟัง ยอมรับว่าเหนื่อย ชีวิตตนเหนื่อยยากมากแต่ก็ต้องทำงานต่อไป ส่วนพื้นที่ทับซ้อนก็ต้องมาเจรจากันต่อไป หากตนไม่รีบลงนาม กัมพูชาจะเอาพื้นที่ทับซ้อนของเราไปจดทะเบียนด้วย
ถูกตะโกนด่าขณะให้สัมภาษณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ นายนพดลได้นำเอกสารคำแปลอย่างไม่เป็นทางการของการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เฉพาะแค่หน้าแรกมาแจกจ่ายผู้สื่อข่าวโดยยืนยันว่าเป็นเอกสารที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์เคยไปลงนามสนับสนุนการที่กัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่างการให้สัมภาษณ์ในช่วงท้าย ปรากฏว่าได้มีชายวัยกลางคนถือป้ายมีข้อความว่า ไอ้ลูกปัทแม้ว เขมมะ และยังตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงรั้วศาลรัฐธรรมนูญ ตรงข้ามกับที่นายนพดลกำลังยืนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่พอดี ว่า ไอ้ขายชาติ เป็นระยะๆ ทำให้นายนพดลถึงกับหน้าเจื่อนและยุติการให้สัมภาษณ์ทันที ขณะที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนนายนพดลประมาณ 7 คน มายืนให้กำลังใจอยู่หน้าประตูทางเข้า-ออกของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมตะโกนว่า นพดลสู้ๆ เป็นเหตุให้มีการปะทะคารมกันเล็กน้อย ระหว่างกลุ่มผู้คัดค้านและผู้สนับสนุน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับทั้ง 2 ฝ่ายแยกย้ายกันไป อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดพิจารณาคำร้องดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. นี้ เวลา 09.30 น.
ศาล รธน.จัดระเบียบการทำข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการส่วนตัวของนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดระเบียบสื่อมวลชนที่มาทำข่าวที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด โดยได้นำแผนที่จุดที่อนุญาตให้สื่อมวลชนสามารถถ่ายภาพและดักสัมภาษณ์ผู้ที่เดินทางมาชี้แจงแจ้งมาให้สื่อมวลชนรับทราบ และการประชุมนัดนี้ได้อนุญาตให้มีการบันทึกภาพได้เป็นครั้งแรก โดยให้ช่างภาพเข้าแถวเดินเรียงหน้ากระดานและยืนถ่ายภาพประจำอยู่ตรงจุดที่ให้อนุญาตได้เท่านั้น ไม่สามารถให้บันทึกภาพมุมต่างๆ เหมือนอย่างศาลรัฐธรรมนูญชุดที่ผ่านๆมาได้ ขณะ ที่การรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง จำนวนกว่า 10 นาย ช่วยดูแลอำนวยความสะดวก และมีการใช้เครื่องตรวจวัตถุระเบิด ตรวจตราบุคคลเข้าออกอย่างเคร่งครัด
เผยชี้แจงความเป็นมาการขอขึ้นทะเบียน
ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้แถลงอีกรอบว่า ที่ไปให้การที่ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นไปได้ด้วยดี คิดว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจประเด็นต่างๆมากยิ่งขึ้น ตนชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาของตัวปราสาท ตั้งแต่เราแพ้คดีที่ศาลโลกตั้งแต่ปี 2505 ว่าทั้งปราสาทและที่ดินบริเวณใต้ปราสาทนั้น เราได้ยกให้ประเทศกัมพูชาไปเมื่อปี 2505 ตามมติ ครม.วันที่ 10 ก.ค. 2505 แล้ว พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ได้ส่งเอกสารดังกล่าวแจ้งไปสหประชาชาติพูดถึงความเป็นมาของการที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนตัวปราสาทตั้งแต่ปี 2546 ที่เราไปคัดค้านเพราะเราไม่ต้องการให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน ท้ายที่สุดก็ได้พูดคุยถึงมาตรา 190 บังเอิญศาลปกครองห้ามพูดด้วยว่าเป็นอะไร แต่มันไม่เป็นหนังสือสัญญาและไม่กระทบต่อเขตแดนของไทย ยืนยันว่าสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศทำถูกต้องมาโดยตลอด ได้ปกป้องอธิปไตยและดินแดนของชาติไว้อย่างสมบูรณ์
อ้างทำตามจุดยืนรัฐบาล สุรยุทธ์
นายนพดลกล่าวว่า อยากจะขอความเป็นธรรมว่าใครเป็นคนสนับสนุนการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทคำตอบเอกสารที่แจกไปแล้วคือประเทศไทย เมื่อครั้งที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมี รมว.ต่างประเทศชื่อ นิตย์ พิบูลสงคราม ในการประชุม คณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 31 ในวันที่ 23 มิ.ย.-2 ก.ค. 2550 ไทยได้ไปสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทกับ กัมพูชาไว้เรียบร้อยแล้ว ตามมติที่ว่ารัฐภาคีกัมพูชาและ รัฐภาคีไทย เห็นพ้องกันอย่างเต็มที่ว่า ปราสาทพระวิหาร อันศักดิ์สิทธิ์มีคุณค่าสากลที่โดดเด่นและจะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยเร็วที่สุด ดังนั้น กัมพูชาและไทยตกลงกันว่ากัมพูชาจะเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการในสมัยประชุมที่ 32 ของคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2551 โดยการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากไทย
ไม่รับรองจะขวางกัมพูชาได้
นายนพดลกล่าวอีกว่า ความจริงการดำเนินการใดๆ ถ้าไม่เอาความจริงมาพูด ก็เกรงว่าจะเกิดความสับสนได้ ดังนั้น การสนับสนุนของไทยได้สนับสนุนตั้งแต่สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ และสิ่งที่กังวลใจคือ แม้ว่าตนจะเดินทางไปคัดค้านตามคำสั่งของศาลปกครอง แต่เอกสารที่เคยไปตกลงกันตั้งแต่สมัยก่อน เกรงว่าสิ่งนี้ทางคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ จะบอกว่าก็ในเมื่อในแง่ของคุณค่าศิลปวัฒนธรรมของโบราณสถานตกลงกันแล้ว เหลือเฉพาะต้องมาดูเรื่องบริหารจัดการร่วมกันเท่านั้น เกรงว่ากัมพูชาอาจจะเอาไปใช้ประโยชน์จากข้อตกลง ที่ตกลงกันไว้ที่นิวซีแลนด์เมื่อปี 2550 แต่ให้ความมั่นใจว่าไปควิเบก เพื่อไปขอเลื่อนขอร่วมจดทะเบียน และต้องคัดค้านไม่ให้ขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ คิดว่าโอกาสที่จะขอเลื่อนพูดได้ว่าไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะทำดีที่สุดแล้ว อย่าไปลงข่าวว่านพดลถอดใจหรืออะไรต่างๆ ถ้าถอดใจ ถอดไปนานแล้ว
พ้อรับไม่ได้โดนด่าขายชาติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า เอกสารที่มีขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์เป็นนายกฯ เมื่อเทียบกับเอกสารที่เพิ่งเซ็นเมื่อเร็วๆนี้ มีค่าเท่ากันหรือไม่ นายนพดลตอบว่าคนละแบบ เพราะอันนั้นเป็นมติที่ประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก แต่เอกสารที่ตนเซ็นอีกแบบหนึ่ง แต่มีเจตนารมณ์คล้ายกัน แต่ตนอ้างถึงเอกสารใหม่ไม่ได้และใช้ประโยชน์ไม่ได้ จะละเมิดคำสั่งศาล ใครจะโกรธหรือไม่ชอบตน เป็นสิทธิของเขา แต่ที่รับไม่ได้คือมาบอกว่าขายชาติ ซึ่งตนไม่ได้ขายชาติ ตนเป็นคนรักและปกป้องอธิปไตยของชาติ กาลิเลโอเคยบอกว่าโลกกลมจำได้ไหม และเพราะสาเหตุที่บอกว่าโลกกลม ก็เลยถูกประหารชีวิต ต้องเสียชีวิตไป ต่อมาพบว่าโลกกลมแล้วชีวิตกาลิเลโอเอาคืนได้ไหม ตอนนี้กระแสชาตินิยมถูกปลุกเร้าเกินเหตุ สักวันหนึ่งทุกคนจะรู้ว่าสิ่งที่ทุกหน่วยงานทำไปเพื่อประเทศชาติแต่สิ่งที่ได้รับคือการถูกตะโกนด่าว่าขายชาติ
ห่วงผลประโยชน์ไทย-กัมพูชาจะสะดุด
ต่อข้อถามว่ามีการเพิ่มกำลังคุ้มครองสถานเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงพนมเปญหรือไม่ นายนพดลตอบว่าทางกัมพูชาส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่อยากให้ทรัพย์สินหรือประชาชนไทยใน กัมพูชา กับทรัพย์สินและประชาชนกัมพูชาในไทย ถูกกระทบกระทั่ง เราอยากดูแลความสัมพันธ์เหมือนเดิมและดูแลทรัพย์สินให้ปลอดภัย ยอมรับว่างานของกระทรวงการต่างประเทศ ในการรักษาความสัมพันธ์ยากมากขึ้น เพราะกระแสปลุกเร้าชาตินิยมเกินสมควร ตนคิดว่าไทยและกัมพูชามีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่มาก การที่มีการประท้วงกลุ่มต่างๆที่เชิงปราสาทพระวิหาร ทำให้ งานกระทรวงการต่างประเทศยากขึ้น กัมพูชาจะมีการเลือกตั้งปลายเดือน ก.ค. ไทยเข้าใจว่ากัมพูชาอยากจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกให้ได้ และในความเห็นของกัมพูชาคิดว่าปราสาทเป็นของกัมพูชาก็มีสิทธิที่จะขึ้นทะเบียน ขณะเดียวกันเมื่อมีคำสั่งศาลปกครองเราต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
รู้ตัวเป็นเป้าต่อสู้ทางการเมือง
นายนพดลกล่าวด้วยว่า พี่น้องประชาชนบางส่วนมีใจเป็นกลาง บางส่วนอาจจะเชื่อแล้วบางส่วนอาจจะได้ ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงอยากให้เห็นใจกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาล ความจริงเป็นเรื่องของทุกฝ่ายแต่ที่พยายามโจมตีตน เพราะตนรู้ว่าตกเป็นเป้าทางการเมืองและเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เอาประเด็นระหว่างประเทศมายุ่งด้วย
นักวิชาการจับตา นพดล ไปควิเบก
วันเดียวกันที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กลุ่มประชาชนชาวไทย ผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย นำโดย ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ จากสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล ของแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2551 นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นที่หนักใจคือ รัฐบาลไปเซ็นแถลงการณ์ร่วม รับรองให้กัมพูชาแล้วจะขอกลับลำยกเลิก ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลซึ่งนำทีมโดย รมว.ต่างประเทศ ที่กำลังจะเดินทางไปควิเบก ประเทศแคนาดา วันที่ 5 ก.ค. จะเป็นการไปยกเลิกแถลงการณ์ร่วม หรือไปเพื่อเป็นพิธี ให้รู้ว่าไปแล้ว จึงอยากเรียกร้องให้นายนพดลแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจน พร้อมยืนยันเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่จะนำไปเจรจา รัฐบาลชุดนี้ได้ก่อให้เกิดพันธสัญญาที่ส่งผลเสียหายกับประเทศ รัฐบาลจึงต้องเต็มใจดำเนินการยกเลิก แต่หากรัฐบาลชุดนี้คิดว่าสิ่งที่ทำถูกต้องก็ต้องให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามายกเลิก
หวั่นไปประทับตรายืนยันในแผนที่
ขณะที่ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ กล่าวว่า กังวลว่าการที่นายนพดลจะเดินทางไปแคนาคาพร้อมกับเจ้ากรมแผนที่ทหารและอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย จะไปเพื่อประทับตรายืนยันแผนที่ในแถลงการณ์ร่วมให้ ชัดเจนยิ่งขึ้นหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาพวกเราทีมนักวิชาการ นักวิจัยได้มีการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงตลอดเวลา แต่กลับถูกคุกคามว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง อีกทั้งมีกระบวนการให้ ข้อมูลที่แหกตาประชาชนตลอดเวลา ข้อสงสัยอีกด้านคือ หนังสือกระทรวงการต่างประเทศที่ กต.0803/453 ลงวันที่ 20 มิ.ย. 2551 เรื่องผลการดำเนินการและการเจรจาของกระทรวงการต่างประเทศ กรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งเรียนถึงราชเลขาธิการ ลงนามโดย นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย มีข้อน่าสงสัยถึงสิ่งที่ส่งมาด้วยลำดับที่ 2 คือ สำเนาแผนที่คณะกรรมการปักปันสยาม-ฝรั่งเศสเปรียบเทียบกับแผนที่ L7017 บริเวณปราสาทพระวิหารนั้น โดยข้อเท็จจริงสำเนาแผนที่คณะกรรมการปักปันสยาม-ฝรั่งเศสดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียว และศาลโลกได้ตัดสินยกเลิกแผนที่ดังกล่าวไปแล้ว จึงอยากให้มีการตรวจสอบข้อมูลให้มากที่สุด การนำสำเนาดังกล่าวมาอ้างและส่งถึงองค์กรสูงสุด ถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรงที่สุด
ชาวกัมพูชาเตรียมประท้วง
ในส่วนความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ที่ตลาดปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งอยู่ ตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้มีชาวเขมรจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กรณีข้อพิพาทเขาพระวิหารกันอย่างกว้างขวาง กล่าวหาว่าไทยจะฮุบเขาพระวิหารของกัมพูชา โดยมีบางคนพูดว่า หากยูเนสโกไม่ประกาศให้เขาพระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลก ต้องเป็นเพราะประเทศไทย และจะชุมนุมประท้วง ประเทศไทย ทำให้กลุ่มที่วิพากษ์วิจารณ์ต่างเฮสนับสนุน แต่ก็ไม่เกิดเหตุรุนแรง เนื่องจากเจ้าหน้าที่กัมพูชาไม่ ได้พูดสนับสนุน เพียงแต่ยืนดูอยู่ห่างๆ ขณะที่พ่อค้าชาวไทยบางคน ที่เดินทางเข้าไปติดต่อค้าขายอยู่ในตลาดปอยเปต ต่างเกิดความหวาดกลัวรีบเดินทางกลับมา
นักท่องเที่ยวไทยยกเลิกไปเขมร
นายนิยม (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี ที่เดินทางเข้าไปติดต่อ นำนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปชมนครวัด นครธม จ.เสียมราฐ ของกัมพูชา เปิดเผยว่า ขณะนี้ในฝั่งกัมพูชาเริ่มน่ากลัวขึ้น เนื่องจากมีชาวเขมรจำนวนมาก เริ่มต่อว่าคนไทยกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร ส่วนใหญ่กล่าวหาว่าประเทศไทยจะฮุบเขาพระวิหารจากกัมพูชา ทำให้คนไทยจำนวนมากที่จะเดินทางเข้ากัมพูชาในช่วงนี้เกิดความกลัว และยกเลิกการเดินทางเข้ากัมพูชาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบรรดาคนไทยที่เข้าไปทำมาค้าขายในกัมพูชาตั้งแต่ จ.เสียมราฐ จนถึงปอยเปต ไม่ค่อยกล้าออกจากที่พักในเวลากลางคืนแล้ว
พ่อค้าผวาถูกคำสั่งปิดด่าน
ทางด้าน พ.ท.เอกรัติ เมธาวัฒนานันท์ รอง ผบ.ฉก. กรม.ทพ.ที่ 12 กกล.บูรพา เปิดเผยว่า กองทัพบกยังไม่ มีคำสั่งเป็นพิเศษ เพียงแต่ให้คอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และห้ามกำลังพลพูดหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเขาพระวิหาร สถานการณ์ทั่วไปยังปกติ ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ส่วนชาวเขมรที่เข้ามาค้าขายในตลาดโรงเกลือ ไม่สนใจเรื่องของเขาพระวิหาร ทุกคนต้องการมาค้าขาย พวกนี้กลัวที่สุดคือ การปิดด่านชายแดน รวมทั้งบรรดาพนักงานของบ่อนกาสิโนซึ่งเป็นชาวไทย จะกลัวการปิดด่านเช่นกันและมีการสอบถามกันตลอดเวลา แต่ได้บอกไปแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์ใดๆทั้งสิ้น และไม่มีการสั่งปิดด่านด้วย
วอน กก.มรดกโลกพิจารณาคำสั่งศาล
อีกด้านหนึ่งที่รัฐสภา ตอนสายวันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ผบ.ทหารสูงสุดออกมาระบุว่า รัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกรณีเขาพระวิหาร นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า คงต้องรอดูผลการตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกว่าจะตัดสินเรื่องนี้อย่างไร และดูบทบาทของนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่จะเดินทางไปยับยั้งความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจะทำได้สำเร็จเรียบร้อยเพียงใด รวมถึงรอดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า จะวินิจฉัยว่ามติ ครม.ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และศาลปกครองซึ่งมีคำสั่งคุ้มครอง ชั่วคราวไปแล้วจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร แม้ว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครอง จะมีผลบังคับในประเทศ แต่คณะกรรมการมรดกโลกน่าจะนำไปเป็นปัจจัย ในการตัดสินใจว่า หากตัดสินใจอย่างไรไปแล้ว จะมีผลต่อประเทศที่มีผลได้เสียโดยตรง ดังนั้น คณะกรรมการมรดกโลกจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
เด้งเชือกเขาพระวิหารขอแจงวันอาทิตย์
ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 เวลา 15.40 น.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด ออกมาระบุถึงกรณีเขาพระวิหารว่า ถ้าเกิดความผิดพลาด ผู้นำหรือรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบ นายสมัครกล่าวว่า อย่ามาถามนำตรงนี้ รายการเขาพระวิหารจะคุยวันอาทิตย์ตอนเช้าในรายการ สนทนาประสาสมัคร ตอนนี้ไม่ขอฟังคำถาม ต้องไปถามท่านเองว่าท่านพูดอย่างนั้นหรือเปล่า เมื่อถามว่า วันอาทิตย์ นายกฯจะอธิบายให้ประชาชนทราบ นายสมัครตอบว่า ไม่ใช่ ตนมีหน้าที่ต้องอธิบายความให้ฟังว่าอะไรเป็นอะไร อย่างไร รอฟังวันอาทิตย์ เวลา 08.30 น. เมื่อถามว่า นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้ชี้แจงถึงความเข้าใจผิดระหว่างยูเนสโกในเรื่องวันที่ลงนามหรือไม่ เพราะทางยูเนสโกแจ้งไปทาง ส.ว.ว่าไทยได้ลงนามในวันที่ 22 พ.ค. ขณะที่รัฐบาลไทยบอกว่าลงนามในวันที่ 18 มิ.ย. นายสมัครตอบว่า รอฟังวันอาทิตย์ เวลา 08.30 น.
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ